
The Senses and Sensory Attributes
![]()
การประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส จำเป็นต้องเข้าใจในสรีรวิทยาของระบบการรับความรู้สึกบ้าง โดยเฉพาะประสาทรับความรู้สึกทั้ง 5 ได้แก่
การได้ยิน
การรับรส
การรู้สึกกลิ่น
การรู้สึกที่ผิวหนัง
การมองเห็น
ความรู้สึกที่กล่าวมานี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องประกอบด้วย
1. สิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้น (stimuli)
สิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้น หมายถึง สิ่งกระตุ้นทางเคมีหรือกายภาพ ซึ่งก่อให้เกิดการตอบสนองที่ตัวรับ เช่น ตาเป็น ตัวรับสำหรับแสงซึ่งเป็นสิ่งเร้า หูเป็นตัวรับสำหรับเสียง เป็นต้น
ตัวรับจะรับเฉพาะกับสิ่งเร้าอย่างหนึ่ง
จากนั้นกระแสประสาทจะเดินทางจากสิ่งรับไปสู่สมองซึ่งมีส่วนที่จะแปลผลออกมาเป็นความรู้สึก
สิ่งเร้าจะอยู่ในรูปของกลศาสตร์ ความร้อน
แสงเสียง เคมีและไฟฟ้า ซึ่งสามารถวัดได้โดยวิธี
ทางเคมีและกายภาพ
2. ตัวรับ (receptor)
ตัวรับ คือสิ่งที่สามารถรับสิ่งเร้าและเกิดกระแสประสาทไปสู่สมอง ตัวรับจะมีปลายประสาทอยู่ที่อวัยวะรับความ รู้สึก เช่น ตา หู จมูก ปาก ผิวหนัง ข้อต่อของกล้ามเนื้อเอ็น เป็นต้น
ตารับแสง, หูรับเสียง, จมูกรับสารเคมีที่ระเหยได้, ปากรับสารเคมีที่ละลายน้ำได้ เนื้อสัมผัส อุณหภูมิ, ผิวหนัง รับแรงกด สารเคมี และไฟฟ้า
3. ตัวแปลผล (interpretor)
ตัวแปลผล หมายถึง ส่วนต่างๆ ของสมองซึ่งเป็นจุดที่เส้นประสาทที่นำกระแสประสาทมาสิ้นสุด ซึ่งสมองแต่ละ ส่วนจะแปลออกมาในรูปความรู้สึกที่วัดได้โดยทางจิตวิทยา ความรู้สึกเหล่านี้ได้แก่
- การมองเห็น
- การได้ยินเสียง
- ความรู้สึกเจ็บปวด ร้อน หนาว
- การรู้สึกกลิ่น
- การรับรส
รูปที่ 1 แผนภาพประสาทสัมผัสในการรับรู้อาหารของมนุษย์
คุณลักษณะทางประสาทสัมผัส (sensory attributes)
คุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์ที่เรารับรู้ได้ ได้แก่
ลักษณะปรากฏ (appearance)
กลิ่น (odor/aroma/fragrance)
เนื้อสัมผัส (consistency/texture)
กลิ่นรส (flavor)
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการรับรู้คุณลักษณะดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
![]()
คลื่นเสียงเป็นสิ่งเร้าเมื่อผ่านเข้าสู่ช่องหูส่วนนอก (external auditory canal) ไปสู่หูส่วนกลาง (middle ear) ซึ่งมีเยื่อแก้วหู (lympanic membrane)
คลื่นเสียงทำให้อากาศสั่นสะเทือนส่งผลให้เยื่อแก้วหูสั่นกระทบกับกระดูกหูรูปค้อน กระดูกรูปทั่งและกระดูกรูปโกลน
ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปยังของเหลว
perilymph และของเหลว endolymph
ในหูส่วนในซึ่งคลื่นของเหลวนี้จะไปกระตุ้นเซลล์รับเสียงส่งต่อไปยังประสาทรับเสียง
(auditory nerve) ส่งไปยังศูนย์กลางรับเสียงในสมอง ซึ่งแปลความรู้สึกเป็นเสียงต่างๆ
การได้ยิน อาศัยการถ่ายทอดกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทอย่างน้อยสี่ตัวต่อเนื่องกัน
จึงจะถึงเปลือกสมอง โดยที่
เซลล์สมองตัวที่หนึ่งมีตัวเซลล์อยู่ใน Spiral ganglia
ของเส้นประสาทสมองที่แปด
เซลล์ประสาทตัวที่สองอยู่ในส่วนล่างของก้านสมอง
เซลล์ประสาทตัวที่สามอยู่ในส่วนบนของก้านสมอง
เซลล์ประสาทตัวที่สี่อยุ่ใน thalamus
ระบบการได้ยิน ไม่เหมือนระบบการรับความรู้สึกอื่นตรงที่ กระแสประสาทจากหูทั้งสองข้างจะผ่านขึ้นไปถึง auditory cortex ในสมองทั้งสองข้าง (bilateralism)
หู เป็น vestibulocholear organ ที่เกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัว ประกอบด้วยสามส่วนดังนี้
1. หูชั้นนอก (External)
2. หูชั้นกลาง (Middle ear)
3. หูชั้นใน (Inner ear)
1. หูชั้นนอก
หูชั้นนอกประกอบด้วย สามส่วนย่อยๆดังนี้
1.1 ใบหู (auricle, pinna) มีหน้าที่รวบรวมคลื่นเสียงให้เข้าใกล้รูหูมากที่สุด
1.2 รูหู (external auditory meatus) ทำหน้าที่ขยายคลื่นเสียงและทำให้คลื่นเสียงที่เกิดขึ้นเข้าไปกระทบแก้วหูโดยตรง
1.3 แก้วหู (tympanic membrane) เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง เมื่อแก้วหูถูกกระแทกโดยคลื่นเสียงจะเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น
2. หูชั้นกลาง
เป็นช่องว่างมีอากาศ อยู่ใน temporal bone
ภายในหูชั้นกลางมีกระดูกหู (auditory ossicles)
สามชิ้นได้แก่ malleus, incus และ stapes และกล้ามเนื้ออีกสองมัด
malleus
จะยึดติดกับด้านในของแก้วหูและอีกปลายหนึ่งจะต่อกับ incus และปลายอีกด้านของ incus จะต่อกับ stapes
การสั่นสะเทือนของแก้วหูถูกส่งผ่านไปยังกระดูก malleus, incus และ stapes ตามลำดับ
คลื่นเสียงสามารถผ่านไปยังหูชั้นในโดย temporal bone เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า bone conduction อย่างไรก็ตาม bone conduction นี้ก็มีประสิทธิภาพน้อยกว่า air conduction ซึ่งผ่านกระดูกหูในหูชั้นกลาง
ปรากฏการณ์ air conduction เกิดได้โดย
การเคลื่อนไหวของกระดูกหูลดลงโดยอัตโนมัติด้วยกล้ามเนื้อเล็ก ๆ สองมัดในหูชั้นกลาง
คือกล้ามเนื้อ tensor tympani และกล้ามเนื้อ stapedius
- กล้ามเนื้อ tensor tympani เลี้ยงโดย trigeminal nerve ซึ่งยึดติดกับกระดูก malleus การหดตัวของกล้ามเนื้อนี้ทำให้ลดเสียงทุ้มโดยการดึงกระดูก malleus เข้ามาด้านใน ทำให้แก้วหูตึงมากขึ้น
- กล้ามเนื้อ stapedius เลี้ยงโดย facial nerve ซึ่งยึดติดกับกระดูก stapes การหดตัวของกล้ามเนื้อนี้ช่วยลดความเข้มของเสียงโดยดึงกระดูก stapes ออกห่างจาก oval window ซึ่งเป็นรูเปิดเพื่อเข้าไปสู่หูชั้นใน
3. หูชั้นใน
หูชั้นในจะอยู่ใน temporal bone ประกอบด้วยช่องว่างที่มีของเหลวบรรจุอยู่เรียกว่า bony และ membranous labyrinths โดยที่ membranous labyrinths อยู่ภายใน bony labyrinth อีกที โดย bony labyrinth บรรจุด้วยของเหลวที่เรียกว่า perilymph ส่วนภายใน membranous labyrinth จะบรรจุด้วย endolymph
3.1 bony labyrinth ประกอบด้วย vestibular และ auditory
vestibular ของ bony labyrinth ประกอบด้วย semicircular canal และ vestibule
auditory ของ bony labyrinth ประกอบด้วย cochlea membranous labyrinth ซึ่งอยู่ภายใน bony labyrinth ประกอบด้วยอนุกรมของท่อ
ที่ติดต่อกันซึ่งบรรจุด้วย endolymph
3.2 cochlear เป็นส่วน auditory ของ bony labyrinth มีรูปร่างเหมือนเปลือกหอยตามชื่อ ภายใน cochlea มีช่องว่างที่บรรจุของเหลวอยู่สามช่องดังนี้
scala vestibuli
scala tympani
cochlear duct
3.3 cochlear duct เป็นส่วนของ membranous labyrinth บรรจุด้วย endolymph scala vestibule และ tympani เป็นส่วนของ bony labyrinth บรรจุด้วย perilymph
- vestibular membrane แยก scala vestibuli ออกจาก cochlear duct
- basilar membrane แยก scala tympani ออกจาก cochlear duct
ภายในผนังของ
cochlear
มีรูเปิดสองแห่งติดต่อกับหูชั้นกลาง
คือ oval window อยู่ที่โคนของ scala vestibuli โดย footplate ของ stapes ปิด oval window และ round window อยู่ที่โคนของ scala tympani โดย flexible membrane ปิด round window
ขณะที่ footplate ปิด oval window จะเกิดแรงดันทำให้ flexible membrane ที่ปิด round window ขยับออก
การขยับเข้าออกของ stapes ทำให้เกิดแรงดันของ perilymph ระหว่าง scala vestibuli และ scala tympani ทำให้ cochlear duct เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น
เนื่องจาก cochlear duct วางบน
basilar
membrane
ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ cochlear duct มีผลทำให้basilar membrane สั่น
ซึ่งส่งผลกระตุ้น Auditory receptor ที่อยู่บน basilar membrane ในที่สุด basilar membrane มีความกว้างมากขึ้นตามลำดับ
จากฐานขึ้นไปหายอดและมีความตึงสูงสุดด้านปลายที่แคบที่สุด ดังนั้นการสั่นที่ทำให้ความถี่สูงทำให้ basilar membrane เคลื่อนไหวส่วนยอดมาก
|
|
รูปที่ 2 แสดงส่วนประกอบต่างๆ ของหู
![]()
รส คือ ความรู้สึกตอบสนองทางประสาทสัมผัสที่ได้รับ เมื่ออาหาร ของเหลวหรือของแข็งที่ถูกเคี้ยวบดไปกับน้ำลาย ละลายไปสัมผัสกับต่อมรับรส (taste bud) บนผิวลิ้นหรือบริเวณใกล้เคียงปากและคอ
น้ำลาย สำคัญมากต่อการรับความรู้สึกเรื่องรส โดยเฉพาะเพื่อละลายหรือทำให้สารที่ให้รสเจือจาง และนำไปสู่อวัยวะรับรส น้ำลายได้มาจากต่อม 3 คู่ คือ ต่อม parotid, submaxillary และ sublingual
ลิ้น เป็นอวัยวะที่ช่วยในการรับรส โดยการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ทำให้สารให้รสมาสัมผัสกับต่อมรับรสได้ โดยบนลิ้นมี papillae เป็นส่วนที่ทำให้มีความรู้สึกในรส เนื่องจากมีต่อมรับรสอยู่เป็นส่วนมาก ส่วนที่ไม่มี papillae ก็จะไม่มีความรู้สึกในรสเลย ซึ่งได้แก่ ตอนกลางของลิ้น
การรับรสคล้ายกับการรู้สึกกลิ่นเพราะเป็นความรู้สึกทางเคมี (chemical sense) สิ่งเร้าต่อสารเคมีที่ละลายในน้ำ น้ำมัน
หรือน้ำลาย ไปกระตุ้นต่อมรับรส (taste buds) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ ลิ้น
เพดาน และลำคอบางส่วน
ตุ่มรับรส
(รูปที่ 3) ประกอบด้วยส่วนต่างๆ
ดังนี้คือ เซลล์รับรส (taste cell) เซลล์ที่อยู่รอบ
ๆ taste pore เป็นรูที่เปิดให้สารละลายเข้าสู่เซลล์และเส้นประสาทที่จะนำกระแสประสาทไปสู่สมองส่วนกลาง ซึ่งม
ี 3 ช่วงคือ สัญญาณจากตุ่มรับรสเข้าสู่
medulla oblongata แล้วเข้าสู่
thalamus
ไปสิ้นสุดที่ cerebral cortex ส่วน
parietal lobe
ของสมองและเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรับรสมี facial ซึ่งรับรสจากลิ้น
2/3 จากปลายและส่วนลิ้นไก่ glossopharyngeal รับส่วนที่เหลือของลิ้น
รวมทั้งส่วนลิ้นไก่และลำคอ
ตุ่มรับรสในส่วนต่างๆ ของลิ้น เลี้ยงด้วยเส้นประสาทสมองต่างๆ กันดังนี้
ตุ่มรับรสในบริเวณสองส่วนสาม ด้านหน้าของลิ้นได้รับการควบคุมจากเส้นประสาทสมอง facial
บริเวณหนึ่งในสามส่วนด้านหลังของลิ้นได้รับการควบคุมจากเส้นประสาทสมอง glossopharyngeal
epiglottis และ pharynx ได้รับการควบคุมจาก
เส้นประสาทสมอง vagus
รสเปรี้ยว กรดเป็นตัวกระตุ้นโดยเฉพาะไฮโดรเจนอิออน โดยทั่วไปความเปรี้ยวขึ้นอยู่กับปริมาณไฮโดรเจนอิออน ชนิดของกรด (กรดอินทรีย์เปรี้ยวกว่ากรดอนินทรีย์) และปริมาณน้ำลาย
รสหวาน น้ำตาลเป็นสิ่งให้ความหวาน สารหลายชนิดที่มีส่วนประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันให้รสหวานเหมือนกัน เช่น สารให้ความหวานกลุ่มแซคคารีน ไซคลาเมท แอสพาร์เทม เป็นต้น
รสเค็ม เกลือโซเดียมคลอไรด์เป็นสารที่ให้รสเค็มที่บริสุทธิ์กว่าสารอื่นๆ ความเค็มของเกลือมีความเค็มเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ NH4Cl > KCl > CaCl2 > LiCl2 > MgCl2 และความเค็มของเกลือโซเดียมเรียงลำดับดังนี้
Na2SO4 > NaCl > NaBr > NaI > NaHCO3 > Na2NO3
รสขม มีสารประกอบหลายชนิดที่ให้รสขมเช่นพวก alkaloids เช่น caffeine nicotine quinine และbrucine
โดยปกติ gustatory receptor ได้รับการกระตุ้นโดยรสหวาน รสขม
รสเค็ม และรสเปรี้ยว ส่วนปลายลิ้นตอบสนองต่อรสทั้งสี่ดังกล่าว แต่มักตอบสนองต่อรสหวานและรสเค็ม ด้านข้างของลิ้นตอบสนองต่อรสเปรี้ยวได้ดีส่วนโคนลิ้นตอบสนองต่อรสขมได้ดี
การปรับตัว
กรรมพันธุ์
โรคบางชนิดทำให้การรับรสเปลี่ยนไป
เช่น การเกิดอุบัติเหตุ โรคเบาหวาน
หวัด เป็นต้น
|
|
(a) (b)
รูปที่ 3 อวัยวะและเซลล์รับรส
กลิ่นรส (flavor)
กลิ่นรสเป็นลักษณะของอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องเทศ เครื่องปรุง ซึ่งหมายถึงความรู้สึกรวมที่เกิดขึ้นในปากซึ่งเป็นผลมาจากสิ่งเร้าทางเคมี (chemical senses) ในผลิตภัณฑ์ เพราะฉะนั้นกลิ่นรสจึงประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
กลิ่น (aromatics)
กลิ่นที่เกิดจากสารระเหยจากผลิตภัณฑ์ในปากเข้าสู่ระบบรับกลิ่นในโพรงจมูก
รส (taste) ประกอบด้วย
รสเค็ม
รสหวาน รสเปรี้ยว
และรสขมซึ่งเกิดจากสารละลายในปากเข้าสู่ระบบรับรสที่ลิ้น
![]()
มนุษย์เป็นสัตว์ประเภท microsmatic เนื่องจากอวัยวะเป็นโครงสร้างการรับกลิ่นเจริญน้อยมาก ดังนั้นวิถีประสาทการรับกลิ่นจึงสำคัญน้อยกว่าทางเดินประสาทอื่นๆ
โครงสร้างในระบบประสาทส่วนกลางที่มีความสัมพันธ์กับการรับกลิ่นคือ rhinencephalon nose brain ซึ่งรวมถึงโครงสร้งการรับกลิ่นที่ฐานของสมอง และส่วน uncus ของ temporal lobe
เซลล์ประสาท primary olfactory
อยู่ในเยื่อบุผิวสีเหลือง
ซึ่งทำหน้าที่รับกลิ่น มีพื้นที่ 1 ตารางนิ้วของ epitelial ที่บริเวณ
superior nasal cocha ส่วนบน
nasal septum
เซลล์ประสาท olfactory เป็นชนิด bipolar ซึ่งมีจำนวนเป็นล้านๆ เซลล์ในจมูกแต่ละข้าง
เซลล์ประสาท olfactory ยื่น dendrite
ซึ่งขยายตัวบริเวณผิวกลายเป็น bulbous olfactory
vesicle
แต่ละ vesicle ให้แขนงเป็น olfactory
cilia มากมายที่กระจายบนผิว olfactory mucosa
และสารที่มีกลิ่นต้องสามารถละลายในเยื่อบุผิวจึงสามารถกระตุ้น cilia ได้
เซลล์ประสาท primary olfactory มีคุณสมบัติพิเศษ
คือ มีอายุประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ แต่มีเซลล์ประสาทเกิดขึ้นใหม่ทดแทนตลอดชีวิต เซลล์ประสาทที่เกิดขึ้นใหม่จะเจริญมาจากเซลล์ undifferrntiate basal ที่อยู่ลึกลงไปจาก olfactory epitheliam
เซลล์ประสาทตัวแรกคือ bipolar
ซึ่งแขนงกลางจะรวมเป็น axon ของเซลล์ประสาท olfactory
axon ซึ่งเป็นชนิดไม่มีปลอกหุ้มและรวมกันแทงทะลุผ่านรูของ cribriform plate ของกระดูก
ethmoid เข้าไปสิ้นสุดใน olfactory bulb ที่วางอยู่เหนือต่อ cribriform plate ของกระดูก ethmoid ซึ่งอยู่ล่างต่อ frontal lobe
olfactory bulb
มีรูปร่างคล้ายไข่แบนวางบน orbital surface ของ frontal lobe ใกล้ปลายด้านหน้าของ olfactory
sulcus
ภายใน olfactory bulb ประกอบด้วยเซลล์หลายชนิดส่วนใหญ่เป็นเซลล์ที่เรียกว่าเซลล์
mitral
การเชื่อมระหว่างใยประสาท olfactory และเซลล์ mitral ติดต่อกันโดยทาง olfactory glomerulli (เกิดจากใยประสาท olfactory
พันรอบ dendrite ของเซลล์ mitral) ดังรูปที่ 4
|
|
|
| (a) (b)
(c) |
|
รูปที่ 4 อวัยวะที่รับกลิ่นและบริเวณที่รับกลิ่นที่ส่งถึงเส้นประสาท
กลิ่น (odor / aroma / fragrance)
กลิ่นของผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นได้เมื่อสารที่ให้กลิ่นระเหยเข้าสู่โพรงจมูก
และรับรู้โดยระบบประสาทรับกลิ่นดังกล่าวข้างต้น
กลิ่นมีความสำคัญอย่างมากต่อผู้บริโภค
เนื่องจากกลิ่นเป็นสิ่งที่จะดึงดูด
หรือไล่ผู้บริโภคได้
กลิ่นมีมากมาย
สถานที่บางแห่งจะมีกลิ่นเฉพาะ เช่น
โรงพยาบาล โรงงานปลาป่น โรงงานผลิตขนมปัง เป็นต้น
![]()
กลุ่มความรู้สึกที่ผิวหนัง
อาจแบ่งออกเป็นความรู้สึกต่อการสัมผัส (somethesis) เช่น การสัมผัส อุณหภูมิ ร้อน เย็น
คัน (รูปที่ 5 แสดงถึงส่วนปลายประสาทหลายชนิดที่ผิวหนังชั้นต่าง
ๆ ซึ่งปลายประสาทส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกสัมผัส)
แรงกด (kinesthesis)
เป็นความรู้สึกผ่านทางเส้นประสาทที่กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยืดและหดของกล้ามเนื้อของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
คือ มือ กราม
และลิ้น
การออกแรงของอวัยวะเหล่านี้จะมีผลในการกด
การฉีกขาด
และการแตกสลายของวัตถุที่จับต้อง
และของอาหารที่เคี้ยว
เนื้อสัมผัส
(consistency / texture)
ลักษณะสัมผัสเป็นลักษณะการรับรู้โดยประสาทสัมผัสในปาก
นอกเหนือจากรสและความรู้สึกของลักษณะทางเคมีในปาก โดยทั่วไปเนื้อสัมผัสของอาหารหมายถึง
ความข้นหนืดของผลิตภัณฑ์ของเหลวที่เป็นเนื้อเดียวกัน
(viscosity) เช่น น้ำเบียร์
น้ำหวาน และน้ำสลัด เป็นต้น
ความข้นหนืดของ
ของเหลวที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (consistency) เช่น
เยลลี่ ซอสต่างๆ เป็นต้น
เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแข็งและกึ่งแข็ง (texture)
|
(a) |
|
|
(b) |
(c) |
รูปที่ 5 ปลายประสาทสัมผัสรับความรู้สึกต่างๆ ที่ผิวหนังชั้นต่างๆ
![]()
พลังงานแสง (photic energy) เป็นสิ่งเร้า rod และ cone
ที่เรตินาของตาเป็นสิ่งรับซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นกระแสประสาทวิ่งไปตามเส้นประสาทตา
(optic nerve) เข้าสู่สมองส่วนหลัง (occipital lobe)
ซึ่งจะแปลกระแสประสาทนั้นออกมาเป็นสิ่งที่เห็น เช่น สี ความเข้ม
รูปร่าง ขนาด พื้นผิว
ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะใช้ลักษณะที่มองเห็นเป็นเครื่องตัดสินใจในการซื้อผลิตภัณฑ์
ลักษณะปรากฏ (appearance) ที่มองเห็นประกอบด้วย
1. สี (color)
เป็นปัจจัยแรกที่จูงใจผู้บริโภค
ตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ในความยาวคลื่น
400 - 700 มิลลิไมครอนซึ่งมองเห็นในสีต่างๆ ตามช่วงความยาวคลื่น
นอกจากคุณภาพของสีแล้ว ตาสามารถมองเห็นความสม่ำเสมอของสีผลิตภัณฑ์ได้ด้วย
การเน่าเสียของผลิตภัณฑ์ส่วนมากมักจะร่วมกับการเปลี่ยนสีของผลิตภัณฑ์ด้วย
2. ขนาดและรูปร่าง (size and shape)
ขนาดและรูปร่างประกอบด้วย ความยาว
ความหนา
ความกว้าง
รูปทรงต่างๆ การกระจายของชิ้นส่วน ขนาดของชิ้นส่วน
บางครั้งขนาดและรูปร่างของผักผลไม้
จะเป็นสิ่งบอกถึงตำหนิ
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยอมรับในผลิตภัณฑ์
การคัดขนาดของวัตถุดิบเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นในการประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์
3. พื้นผิว (surface)
ความเป็นมัน เงาวาว
หรือขุ่นมัวของพื้นผิวสามารถที่จะมองเห็นได้ เช่น ผิวขรุขระ ผิวเรียบ ผิวดูคล้ายเปียก แห้ง นุ่ม
แข็ง กรอบ เหนียว
ความขุ่นใสของของเหลว
สารแขวนลอยที่มองเห็นได้
ฟองแกซในเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลม
เป็นต้น
|
|
รูปที่ 6 อวัยวะที่รับแสง
![]()
![]()
บ